[EPBF] Festival : คืนแห่งละอองดวงดาว

posted on 24 Jul 2012 19:52 by sarutobi-sasuke

 

 

 กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ

 

 

อาจจะต้องใช้ความพยายามอ่านกันนิดนึงนะครับ

เผอิญว่าต้องเขียนแก้ใหม่หมดเลยอ่ะ !!Orz

แก้ใหม่ลงใน "Microsoft Word" แต่ดันเพิ่มจำนวนหน้าขึ้นมาอีก 5 หน้าเสียนี่

เลยกลายเป็นว่า "ฟิค" เรื่องนี้มีความยาวถึง 18 หน้า


บร๊ะเจ้าช่วย กล้วยทอดไม่สุก!!  

อะไรมันจะเยอะขนาดนี้ เล่นทรมานสายตาต่อผู้อ่านขริงๆ!

(แต่ขออย่าได้ถือสาอะไรกันเลยนะครับ ฮือ T^T)

 

 

..............................................................................

 

สืบเนื่องมาจาก   http://sarutobi-sasuke.exteen.com/20120706/epbf-festival

(ปิดเพลงใน Ipod ด้านขวาและก็เปิดเพลงนี้ฟังนะเคอะ จะได้เข้ากับบรรยากาศ)

 

 

 

 

Tanabata Festival

 

 

 

“นี้เธอ!  เคยเห็นเบรนหมดทุกคนรึยัง?”

“ก็เกือบหมดแล้วล่ะ เหลือก็แค่คนเดียว ที่ยังไม่เคยเห็น...”

“เห?...คนไหนอ่ะ?”

“ก็เบรนแห่งแบทเทิลโดโจน่ะสิ ยังไม่เคยเห็นตัวเลยว่าเป็นยังไง?”

“นั่นสินะ เค้าก็เหมือนกันยังไม่เคยเห็นเลย...หรือว่ายังหาผู้ที่จะมาเป็นเบรนในแบทเทิลแห่งนี้ไม่ได้น้า?”

“แต่เห็นเค้าว่ามีแล้วนะ ที่โดโจน่ะ อยากรู้จังว่าเป็นยังไงนะเบรนคนนี้เนี่ย?”

“อืม..นั่นสิ..เค้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

     เสียงซุบซิบนินทาความอยากรู้อยากเห็นของสองสาวกลุ่มหนึ่ง บนยอดหอคอยชั้นที่ 100 ในคืนเทศกาลทานะบะตะ เล่นทำให้ริวคิมิเนะผู้ที่เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้  ได้ยินเข้าก็รู้สึกเอะใจ  ว่าทำไมผู้ที่ประจำอยู่ ณ ที่แห่งนั้นยังไม่ปรากฏตัวออกมาเลย ทั้งๆ ที่เชิญชวนให้มาร่วมงานบนนี้แล้วแท้ๆ ... เพียงแค่นึกชั่วครู่เท่านั้นก็เหลือบไปเห็นเงาคนดำๆ ยืนกอดอกอยู่ตรงข้างกำแพงใกล้ๆ กับลิฟต์โดยสาร  เด็กหนุ่มชุดเขียวเดินตรงดิ่งไปหาคนๆ นั้นทันที หวังเพื่อที่จะทักยินดีต้อนรับที่มาร่วมงาน และคิดอีกว่าคนๆ นั้นต้องใช่เขาแน่ๆ เพราะมีผ้าพันคอสีแดงที่ดูคุ้นตายืนอยู่ใกล้ๆ

     แต่เมื่อทักไปแล้ว คนๆ นั้นกลับไม่มีท่าทีว่าจะตอบกลับมา เอาแต่ก้มหน้ายืนกอดอกเงียบอยู่แบบนั้น   ริวคิมิเนะพยายามพูดจาไปหลายประโยคแต่ก็ไร้ผล...ในขณะนั้นเอง ก็มีชายปริศนาคนหนึ่งเดินมาจากทางด้านหลังของเด็กหนุ่มชุดสีเขียว พร้อมกับประโยคที่ฟังดูแล้วออกจะขุ่นๆ ไปนิด

“ไอ้หนู...”

พอริวคิหันกลับไปมองว่าเป็นใครที่เอ่ยคำพูดนี้ออกมา

     ภาพที่เด็กหนุ่มเห็นเป็นผู้ชายวัยประมาณผู้ใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่ สวมผ้าปิดปากป้องกันเชื้อ ผมสีน้ำตาลอ่อน(ออกไปสีบรอนซ์นิดๆ) เสยผมไปด้านหลัง  ใส่ชุดยูคาตะสีน้ำเงินที่มีลวดลายแสงจันทร์สีขาวในยามราตรี คล้ายกับว่ามีเมฆสีน้ำเงินกำลังประกบบังแสงจันทร์อยู่  แถมสวมชุดฮาโอะริสีขาวทับไว้ด้านนอก โดยมีใยแมงมุมกับหยาดน้ำค้างเป็นลวดลายบนเสื้ออยู่บนช่วงไหล่ซ้ายของชุด  พันผ้าพันคอสีฟ้ากับลักษณะท่าทางที่เหมือนกำลังไม่สบายอยู่

โดยรวมแล้ว นี้คือบุคคลที่ริวคิมิเนะเองไม่รู้จักกันมาก่อนว่าเป็นใคร จึงได้เอ่ยถามว่า

“เออ.. คุณน้าเป็นใครครับ... ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือครับ?”

ชายปริศนาที่ยืนเด่นอยู่ตรงหน้าก็ตอบประโยคกับไปด้วยท่าทีที่เย็นชา

“ก็มาตามที่ถูกเชิญมาไง...”

“หา?” ริวคิไม่รู้เรื่องเลยว่า ได้เชิญชายผู้นี้มาร่วมงานตอนไหนก็ได้แต่งงอยู่ไปแบบนั้น

“ข้าเองไง ไอ้หนู!!” ชายปริศนาเริ่มออกอาการขึ้นมานิดๆ และเปร่งเสียงขุ่นเคืองราวกับว่าลืมน้ำเสียงเขาคนนี้ไปแล้วจริงๆ น่ะหรือ  ริวคิได้ยินแบบนั้นก็เริ่มคิดออกแล้วว่าเป็นใคร ก็ได้ร้องอุทานออกมาดังๆ ด้วยความแปลกใจ

“เห!!!!! ... (ไม่จริงง่ะ)”

 

 

………………………………………………………

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว (ก่อนสี่ทุ่ม)

 

     ณ สำนักงานใหญ่ของเกาะ Hex  ศจ. เมเปิ้ลได้สั่งประกาศให้ผู้ช่วยหลายๆ คนให้ลาหยุดงานครึ่งวัน เพื่อไปเตรียมตัวฉลองกันงานเทศกาลค่ำคืนแห่งการอธิษฐานต่อหมู่ดวงดาว ที่ทุกคนต่างก็เรียกเทศกาลนี้กันว่า “ทานะบะตะ” พอได้ผู้ช่วยได้ยินประกาศแบบนั้นต่างก็ดีใจกันยกใหญ่ เหมือนกับว่าได้หลุดพ้นจากกองงานที่ถาถมเข้ามาไม่มีหยุดหย่อน ได้หดหายไปในชั่วพริบตา แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผู้ช่วยหลายๆ คนเพียงอย่างเดียว ตัวศจ.เมเปิ้ลเองก็ดีใจไปด้วย ที่จะได้พักสมองจากที่เคยเหนื่อยล้ากันมาข้ามวันข้ามคืน  เพื่อที่จะส่งรายงานระบบนิเวศน์ไปให้ทางเขตโจโตให้เร็วที่สุด (โดยมีกำหนดเพียงแค่ 2 คืน จนต้องทำงานแบบเจียนตาย)

 

     ทุกคนในสำนักงานก็เริ่มทยอยกันกลับที่พักของตน  แต่มีเพียงศจ. เมเปิ้ลคนเดียวที่ยังไม่ได้กลับ เพราะมัวแต่เตรียมแผนงานในชิ้นต่อไป ที่กำลังจะเริ่มภายในอีกหนึ่งอาทิตย์ บวกกับอาการตื่นเต้นที่ตัวเองจะได้ใส่ชุดสวยๆ ออกงานในยามราตรีแบบสไตล์ญี่ปุ่นทั่วทั้งเกาะ

     โอดะยากะ คุซาคิ นินจาที่เป็นเบรนประจำ ณ แบทเทิลโดโจ ก็ปรากฏตัวต่อหน้าศจ. ในสภาพห้อยหัวลงมาจากเพดาน พร้อมกับส่งเอกสารลับที่ศจ. เมเปิ้ลได้สั่งเอาไว้อย่างลับๆ ... ตอนนั้นเองศจ. เมเปิ้ลก็ได้พูดคุยเรื่องเทศกาลนี้กับคุซาคิแบบตัวต่อตัวพร้อมกับเชิญชวนอยากจะให้นินจาหนุ่มคนนี้ได้ไปร่วมงานด้วย

     แต่คุซาคิกลับโต้ตอบไปว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ตนจะต้องปรากฏตัว  และด้วยฐานะที่ต้องมีชีวิตแบบลับๆ ตามวิถีแห่งนินจายิ่งทำให้ตัวเขาเอง ปรากฏตัวออกมาได้ยาก แม้จะเป็นในยามค่ำคืนที่เขาชอบก็ตาม แต่ก็มีส่วนน้อยมากๆ ที่จะมีคนเห็นเขาคนนี้  (มีเพียงแต่ ศจ.เมเปิ้ลกับเบรนด้วยกันเองเท่านั้นที่เห็นตัวเขาได้)

 

ก่อนจะจบบทสนทนาต่างๆ นานา ที่ได้คุยกัน  ศจ.เมเปิ้ลก็กล่าวคำขอบคุณที่คุซาคิได้ช่วยเหลืองานนี้ พร้อมกับมอบกล่องพัสดุให้แก่เขา และศจ. ก็ได้บอกอีกว่านี้คือของที่ส่งตรงมาจากบ้านเกิดของเขาเอง

เมื่อคุซาคิมองมาที่ตัวกล่อง ได้เห็นป้ายชื่อผู้ส่ง ก็รู้ทันทีว่า ผู้ที่ส่งมาให้นี้ไม่ใช่ใคร แต่คือ “คุณยาย” ของคุซาคิเอง

 

เสร็จจากงานที่ส่งไปให้ถึงมือผู้ว่าจ้างอย่างโอนเนอร์แล้ว  คุซาคิก็กลับไปยังบ้านพักในอาณาเขตของตนพร้อมกับกล่องพัสดุจากผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิต

“กริ๊ง!” 

ลี่จางลอยออกมาจากห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าผู้เป็นนายได้กลับมาแล้วก็ ก็ลอยโผลเข้ามาคลอเคลียที่แก้มของนินจาหนุ่มราวกับจะบอกว่า ยินดีต้อนรับกลับมานะฮะเจ้านาย อะไรทำนองนั้น….

“อืมๆ... ข้ากลับมาแล้ว”

     คุซาคิก็เอามือลูบตัวเข้าที่ด้านข้างของลี่จางเหมือนทุกครั้งที่ได้กลับมา เพื่อเป็นการแสดงว่า ได้กลับมาอย่างปลอดภัย ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น พร้อมกับเดินถือกล่องพัสดุไปยังห้องรับแขก และลี่จางเองก็ลอยตามไปด้วย

สักพักจาโมะกับคิริ โปเกม่อนของคุซาคิอีก 2 ตัวที่ฝึกฝนฝีมือกันเองในบริเวณลานกว้างตรงข้างบ้าน  ก็ได้กลับเข้ามาพักที่บ้าน และเห็นเจ้านายถือกล่องมาไว้ที่ห้องรับแขก ต่างก็รู้สึกสงสัยเหมือนว่าสิ่งของที่อยู่ในนั้นคืออะไร

“คิ!...”

คิริร้องเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงต่ำๆ เหมือนจะถามว่ากล่องนี้คืออะไร

“อ่อ...ถามได้ดีนี่คิริ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคืออะไร เห็นว่าผู้ส่งเป็นท่านยายเองล่ะ”

“กริ๊งๆๆ!!!”

เมื่อได้ยินคำว่าท่านยายขึ้นมา ลี่จางก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ ที่ได้ยินชื่อนี้ และก็เอามือไปแตะที่กล่องเหมือนพยายามจะแกะออกมาด้วยตัวเอง

“หึหึ...ลี่!...เดี๋ยวข้าเปิดเอง เจ้ารอดูก็ได้อยู่เฉยๆ ก็ได้”

“กริ๊งๆ!!”

ลี่จางอดใจไม่ไหวจนแทบจะควบคุมอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ อยากจะเห็นสิ่งของที่อยู่ในนั้นเร็วๆ

“ฟึบ!”

     พอเปิดกล่องออกมาดู คุซาคิก็แปลกใจทันที  นึกไม่ถึงเลยว่าท่านยายของตนจะส่งของที่เคยใช้กันในงานเทศกาลของหมู่บ้าน เอามาให้ถึงมือของนินจาหนุ่มอีกครั้ง สิ่งนั้นคือ ชุดยูคาตะสีน้ำเงิน กับชุดฮาโอะริสีขาว ที่มีลวดลายด้วยกันทั้งคู่

เป็นชุดที่คุณยายเป็นคนเย็บปักขึ้นมาเองกับมือ และดูเหมือนว่าคุซาคิจะชอบชุดนี้มากตั้งแต่ที่ได้ใส่มา เลยส่งมาให้ถึงที่นี่

พร้อมแนบจดหมายส่งความคิดถึงให้คุซาคิได้อ่านติดมาด้วย

“จา!!”

     หลังจากที่จาโมะได้เห็นชุดนี้แล้ว ก็เอ่ยร้องออกมาด้วยความคุ้นเคยกับชุดๆนี้ ว่าสิ่งนี้คือของสำคัญที่ผู้เป็นนายของตนได้ลืมทิ้งไว้ที่บ้านเกิด บัดนี้ก็ได้กลับมาหาเจ้าของของมันแล้ว

“กริ๊ง!!”

ลี่จางร้องขอให้ผู้เป็นนายสวมมันอีกครั้ง เพราะอยากจะเห็นเร็วๆ

แต่นินจาหนุ่มกลับตอบไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วสบายใจว่า

“ยังไม่ถึงเวลานะลี่... ลืมไปแล้วรึว่า วันนี้วันอะไร”

“กริ๊งๆ!!”

“ใช่...แต่ข้าจะยังสวมใส่และออกไปปรากฎตัวต่อหน้าทุกคนในตอนนี้ยังไม่ได้นะ...ต้องรอเวลาการเปลี่ยนแปลงสภาพของข้าก่อน ถึงค่อยใส่นะ”

    เมื่อพูดจบ คุซาคิก็เดินไปหยิบผ้าปิดปากป้องกันเชื้อสีขาวออกมาจากลิ้นชัก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลอมตัวเข้าไปร่วมงาน แต่นั้นก็ใช่ว่าการมีผ้าปิดปากเพียงอย่างเดียว จะทำให้เขาปลอมตัวได้แนบเนียนจนหลายคนจำไม่ได้ เหลือเพียงอย่างเดียวก็คือเวลาที่ดวงอาทิตย์ตกดินในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้าเท่านั้น

 

     ก่อนที่จะถึงเวลานั้นคุซาคิก็ได้พาโปเกม่อนทั้ง 3 ตัวไปยังหน้าผาติดทะเล (อยู่ในอาณาเขตตัวเอง) ที่ตรงนั้นเองมีต้นซากุระขนาดใหญ่มหึมาเด่นตระง่า ทำให้ที่แห่งนั้นเป็นเหมือนมุมสงบให้ได้พักผ่อนส่วนตัวของเขา  จาโมะ และคิริ พึ่งจะเคยเห็นริมหน้าผานี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือน ณ เกาะ Hex แห่งนี้ ก็รู้สึกแปลกหูแปลกตากับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกับบรรยากาศที่เงียบสงบ จนอยากจะเคลิ้มหลับไปได้เลย มีเพียงแค่คุซาคิกับลี่จางเท่านั้นที่เคยมาแล้วหนนึง จากการสำรวจพื้นที่ทั่วทั้งเกาะจนมาถึงที่นี้

“พวกเจ้าดูสิ...ท้องทะเลสวยสีครามอันกว้างใหญ่ราวกับเป็นผืนเดียวกับท้องฟ้าก็ไม่ปาน คงจะรู้สึกใช่รึเปล่าว่าบรรยากาศมันช่างต่างจากที่บ้านเกิดของพวกเรา ที่มีแต่ภูเขากับทุ่งราบกว้างสีเขียวจริงๆ”

คุซาคิได้พูดออกมาจากใจให้กับบรรดาโปเกม่อนของเขา ทำให้ลี่จางรู้สึกคิดถึงบ้านและอยากจะกลับไปขึ้นมา จนตัวลี่จางเองก็เริ่มร้องไห้ออกมา

“ไม่เอาน่าลี่...อย่าร้องสิ พวกเราถูกว่าจ้างให้มาทำงานที่นี้กันนะ”

“กริ๊ง...”

“ใช่ ชีวิตนินจาอย่างข้า ถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อถูกเรียกตัวให้มารับใช้ปฏิบัติหน้าที่กับผู้ว่าจ้างแล้ว ก็จะกลับไปยังบ้านเกิดก็ไม่ได้ จนกว่าจะมีรับสั่งเท่านั้น ถึงจะกลับไปได้น่ะ”

     น้ำเสียงอันเรียบๆ ของคุซาคิเกลี้ยกล่อมให้ลี่จางบรรเทาความโศกได้เพียงแค่ชั่วครู่  แม้แต่จาโมะกับคิริเองก็ต้องทำใจกับการที่ต้องมาอยู่ห่างใกล้จากบุคคลที่ได้เคยใช้ชีวิตด้วยกันมาจนกลายเป็นครอบครัวที่มีแต่ความผูกพันธ์อันลึกซึ้ง คุซาคิก็ยังบอกกับพวกพ้องของตัวเองอีกว่า แม้จะอยู่ไกลแค่ไหน แต่หากยังมีความหวงแหนให้แ